หยุดอ้างว่าทำไม่ได้ เพราะความสำเร็จเกิดจากการ ลงมือทำ
“ โรคชอบแก้ตัว อุปสรรคยอดนิยม
ที่คอยขัดขวางคุณ ”

“รักษานิสัยชอบแก้ตัวในวันนี้
 ปูทางสู่ความสำเร็จในอนาคต”

หากคุณมีโอกาสได้ลองพบเจอกับ
คนหลากหลายประเภทคุณจะพบว่า 
มีข้อแตกต่างอย่างชัดเจนอยู่หนึ่งข้อ 
ระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จสูง 
กับคนที่มีอัตราประสบความสำเร็จต่ำ

นั่นก็คือ คนที่ประสบความสำเร็จ 
จะไม่นิยมการแก้ตัวด้วยเหตุผลต่างๆ

ตรงกันข้ามกับคนที่มีอัตราประสบความสำเร็จต่ำ 
ที่มักจะยกเหตุผลมาอธิบายได้ยืดยาวว่า

...ทำไมเขา “ไม่ได้ทำ”

...ทำไมเขา “ทำไม่ได้”

...และทำไมเขา “จะไม่ทำ”

เมื่อคนส่วนใหญ่ค้นพบเหตุผลที่ดี
ในการเอามาใช้อ้างว่าทำไมเขาถึง
ไม่ก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จ

คนเหล่านั้นมักจะอ้างถึงข้อแก้ตัวเหล่านี้ซ้ำๆ 
จนในที่สุด พวกเขาจะเริ่มเชื่อเข้าจริงๆ

ว่าข้อแก้ตัวเหล่านั้นน่ะแหละ 
ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขา
ไม่ประสบผลสำเร็จสักที

และเมื่อลองวิเคราะห์ลึกลงไปอีก

คุณจะพบ
ข้อแก้ตัวหลักๆ 4 อย่าง 
ที่ผู้คนนิยมใช้กันเป็นประจำ


1.ข้อแก้ตัวเรื่องสุขภาพ

คนบางกลุ่มมักจะมีคำพูดติดปากอยู่เสมอว่า

“ฉันป่วยเป็นโรคนั้น โรคนี้ 
เลยทำอย่างที่คิดไว้ไม่ค่อยได้”

ข้ออ้างเรื่องสุขภาพนั้นคือ

หนึ่งในสิ่งที่ผู้คนนิยมยกมาใช้บ่อยๆ

คนเหล่านี้จะคอยพูดให้คุณได้ยินอยู่เสมอว่า

พวกเขาลำบากแค่ไหนกับโรคที่เป็นอยู่

หรือบางคนก็อาจจะบ่นให้ฟังในเชิงว่า 

ถ้าไม่มีโรคที่พวกเขาเป็นอยู่มาเป็นตัวขัดขวาง 

เขาคงประสบความสำเร็จมากกว่านี้

คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ 

ที่ชอบใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพ

จะคอยมองหาอยู่ตลอดเวลาว่าร่างกายของเขา

มีอะไรผิดปกติบ้างทั้งๆ ที่ความผิดปกติบางอย่าง

ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเขาขนาดนั้น

แต่เขาก็จะพูดถึงเรื่องการเจ็บป่วยของเขาซ้ำๆ 

เพื่อบอกคนอื่นๆว่าทำไมเขาถึงยังไม่ก้าวหน้าเสียที

คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่มัวแต่มองหา

ว่าในตัวเขามีโรคอะไรบ้างที่คอยขัดขวาง

เส้นทางแห่งความสำเร็จของเขา

และถึงแม้เขาจะมีโรคร้ายแรงอยู่กับตัวจริงๆ

คนเหล่านี้จะพยายามหาวิธีที่จะใช้ชีวิต

อยู่ร่วมกับความเจ็บป่วยนั้น และมองว่า

มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต 
ไม่ใช่อุปสรรคของการประสบความสำเร็จ



2.ข้อแก้ตัวเรื่องความฉลาด

ข้ออ้างเรื่องความฉลาด คือแนวคิดที่ว่า 

คนหัวดีหรือคนฉลาดเท่านั้น

ที่จะประสบความสำเร็จซึ่งความจริงแล้วแนวคิดนี้

ก็ไม่ได้ถูกหรือผิดไปเสียทีเดียว

เพราะสิ่งสำคัญของการประสบความสำเร็จ 

ไม่ได้วัดจากระดับสติปัญญาของคนเรา

แต่วัดจากทัศนคติในการใช้ชีวิตต่างหาก

คนส่วนใหญ่มักจะคิดไปเองว่าคนที่มี

สติปัญญาดีเลิศเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ 

และมักจะประเมินตนเองระดับหัวสมอง

ของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อมีโอกาส 

หรืองานชิ้นใหญ่ผ่านเข้ามาพวก

เขาก็จะเกิดข้ออ้างขึ้นมาทันทีว่า

“งานนี้มันสำหรับคนที่ฉลาดกว่านี้มาก 
อย่างเราลองสมัครไปก็คงไม่มีทางได้หรอก”

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ความคิดที่ใช้ชี้นำ

และคิดค้นวิธีการใช้งาน

สิ่งที่มีอยู่รอบตัวต่างหากที่สำคัญ

ความฉลาดเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก

การที่ใครบางคนฉลาดหรือมีไอคิวที่สูงกว่าคุณ 

นั่นหมายความว่าเขามีต้นทุนที่ดีกว่า

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้น

จะประสบความสำเร็จมากกว่า

บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องจำความหมาย

ของศัพท์ทุกคำบนโลกใบนี้ 

ในเมื่อเราซื้อพจนานุกรมมาใช้ได้

บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องคิดเลขด้วยมือ

ได้ทุกแบบในเมื่อโลกนี้มีเครื่องคิดเลขให้ใช้

ให้คุณจำไว้เสมอว่า ทัศนคติในการมองสิ่งต่างๆ 

นั้นสำคัญกว่าความฉลาดเป็นไหนๆ

ทัศนคติที่ไม่ดีจะส่งผลให้คุณ

เอาแต่ใช้ความฉลาดที่มี 

หาเหตุผลว่าทำไมคุณถึงทำสิ่งนั้นไม่ได้แต่

ทัศนคติที่ดี จะช่วยให้คุณพบทาง
ที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ 
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ฉลาดล้ำเหนือคนอื่นๆ ก็ตาม



3.ข้อแก้ตัวเรื่องอายุ

มีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ 
ที่ติดแหงกอยู่กับข้ออ้างเรื่องอายุของพวกเขา

“ผมแก่เกินไปที่จะเริ่มกิจการใหม่ๆ 
เอาป่านนี้แล้ว ถ้าย้อนเวลาไปได้อีก
สักห้าปีสิบปีก็คงจะดีกว่านี้”

“ตำแหน่งนี้มีแต่คนที่อายุมากกว่าฉัน
เป็นสิบปีทั้งนั้น ฉันยังเด็กเกินไปสำหรับ
เรื่องนี้และไม่น่าจะทำได้”


ข้ออ้างเรื่องเด็กเกินไปหรือแก่เกินไป 

จะเป็นอุปสรรคต่อคุณก็ต่อ

เมื่อคุณคิดว่ามันเป็นเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เป็นตัวกำหนดว่า

คุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ 

คือความสามารถของคุณ 

ไม่เกี่ยวกับอายุของคุณเลย

มองอายุของคุณในแง่บวกเข้าไว้ 

สร้างความคิดด้านบวกที่มีต่ออายุของคุณ

ไม่มีคำว่าสายเกินไปถ้าคุณเริ่มลงมือทำ

อายุไม่ใช่สิ่งที่จะมาฉุดรั้งไม่ให้คุณก้าวไปข้างหน้า

ความคิดด้านลบที่คุณมีต่อตัวคุณเองต่างหาก 

ที่จะทำให้คุณจมอยู่ที่เดิมหมั่นคิด

ในสิ่งใหม่ๆ อยู่เป็นประจำ 

เพื่อสร้างความกระตือรือร้นให้ตัวคุณเองให้คิดว่า 

“ตอนนี้ฉันเพิ่งอายุ 30 เอง 
ฉันยังเหลือเวลาอีกตั้ง 20 ปีที่จะทำสิ่งนี้”

ไม่ใช่ “อายุฉันก็ปาเข้าไปตั้ง 30 แล้ว 

น่าจะเริ่มทำตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้ ฉันเริ่มต้นช้าเกินไป”



4.ข้อแก้ตัวเรื่องโชคชะตา

บ่อยครั้งที่คุณมักจะได้ยินคนกล่าวโทษ

โชคชะตาของตัวเอง เวลาที่เขาล้มเหลว

ในเรื่องอะไรสักอย่าง

“ผมพยายามเต็มที่แล้วนะ 
แต่มันโชคไม่ดีเอาซะเลย”

“ลูกค้าตัดสินใจเลือกสั่งของกับร้านนั้น
แทนที่จะเป็นร้านฉัน 
โชคไม่ดีเลยที่เขาเจอร้านนั้นก่อน”

ข้ออ้างเรื่องโชคชะตา จริงๆ 

แล้วเป็นข้ออ้างที่กำจัดได้ไม่ยากนัก

ขอแค่คุณทำใจยอมรับในเหตุ

และผลของเหตุการณ์นั้นๆได้

ลึกๆ แล้ว เวลาที่คนเราล้มเหลว 

คนส่วนใหญ่จะรู้ดีอยู่แล้วว่าทำไม 

และเป็นเพราะอะไรแต่พวกเขาเลือกที่จะมองข้าม

สาเหตุที่จับต้องได้นั้นไป และเลือกที่จะยกเรื่อง 

“โชค” ขึ้นมาพูดแทน

เพราะเมื่อพวกเขาโทษว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา 

สมองจะตีความโดยอัตโนมัติว่า

ความล้มเหลวที่พวกเขาประสบมานั้น 

มันเป็นเรื่องที่ “ช่วยไม่ได้”

เมื่อสมองคิดไปแล้วว่ามันช่วยไม่ได้ 

ทำให้คนเหล่านั้นเมินเฉยต่อความล้มเหลวนั้นไป

ไม่สนใจจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไขมัน

พอพวกเขาเริ่มทำสิ่งนั้นใหม่อีกครั้ง 

เขาก็จะพลาดในจุดเดิม ในช่องโหว่เดิม

ที่ไม่เคยอุดและเมื่อพวกเขาล้มเหลว 

เหตุการณ์ก็จะวนกลับมาที่เดิม คือบอกว่า 

“โชคไม่ดี”

คุณจะเห็นได้ว่าปัญหานี้แก้ง่ายมาก 

หากคุณสนใจแต่เหตุและผลของเหตุการณ์นั้น

เมื่อคุณล้มเหลวในครั้งแรก 

คุณก็แค่กลับมาวิเคราะห์หาสาเหตุ

ที่ทำให้คุณพลาดและแก้ไขให้ตรงจุดเท่านั้นเอง

ถ้าคุณรู้สึกเหมือนกำลังเสียลูกค้าให้ร้านใกล้ๆกัน

สาเหตุก็อาจจะมาจากเรื่องของกลยุทธ์

การตลาดที่ไปไม่ถึงลูกค้าหรือทำเลของร้าน

อยู่ในมุมอับกว่า ทำให้ลูกค้ามองไม่เห็น

เมื่อคุณรู้ถึงปัญหา คุณก็แค่แก้ที่ต้นเหตุ

เช่น วิเคราะห์เรื่องการตลาด

และกลุ่มลูกค้าให้ละเอียดขึ้น

ทำป้ายโฆษณาไปติดไว้ในจุดที่ลูกค้า

จะมองเห็นและมาถึงร้านได้ เป็นต้น

การโทษโชคชะตาเป็นเรื่องที่คนมักจะทำกัน 

เพราะว่ามันเป็นเรื่องง่ายเมื่อคุณพูดว่า 

“เป็นเพราะโชคไม่ดี” ออกไปแล้ว

ก็เหมือนกับว่าคุณไม่ต้องรับผิดชอบอะไร 

ไม่ต้องปรับปรุง ไม่ต้องแก้ไขอะไรทั้งนั้น

คุณทำดีที่สุดแล้ว แต่มันโชคร้ายจะให้ทำยังไงล่ะ

วิธีคิดแบบนี้คือวิธีคิดของคนที่

จะไม่ประสบความสำเร็จ

ขอให้คุณพึงระลึกไว้เสมอว่า 

โชคชะตาไม่ใช่ปัจจัยที่จะกำหนด

ความสำเร็จของคนเราไม่มีใครในโลกนี้

ที่นั่งรอคอยโชคชะตาดีๆ ผ่านมาหา แล้วจู่ๆ 

ก็กลายเป็นคนประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน

จงมั่นใจในตนเอง ว่าตัวคุณทำได้
เพราะความสำเร็จ...เกิดจากการที่คุณลงมือทำ