“5 เคล็ดลับ ทำอย่างไร
ให้สิ่งที่คุณรักกลายเป็นงานที่ทำเงิน”
คนทุกคนย่อมมีงานอดิเรกประจำตัวกันอย่างน้อย
หนึ่งถึงสองอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ
ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ เขียนบทความ วาดรูป
หรือกิจกรรมอย่างอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน
งานอดิเรก คือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข
รู้สึกสนุกไปกับมันโดยไม่ต้องฝืนใจทำ
แล้วมันจะดีแค่ไหน?
ถ้าคุณสามารถทำสิ่งที่คุณชอบได้ทุกๆวัน
แล้วยังหารายได้จากมันได้อีกด้วย
ในโพสต์นี้ เราจะแนะนำให้คุณรู้จักกับ
5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยน
.
.
“สิ่งที่คุณรัก”
.
.
ให้กลายเป็น
.
.
“งานที่ทำเงิน”
เคล็ดลับที่ 1: บอกให้ทุกคนรู้ว่าคุณชอบอะไร
เคล็ดลับข้อแรกของการเปลี่ยนสิ่งที่คุณรัก
ให้กลายเป็นงานที่สร้างรายได้
คือคุณต้องบอกให้คนอื่นรู้ ว่าตัวคุณชอบทำอะไร
ถนัดในเรื่องไหน และสิ่งที่คุณชอบทำนี้
สามารถสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง
คุณอาจเลือกใช้วิธีเล่าให้คนใกล้ตัวฟัง
หรือเสนอตัวช่วยงานของพวกเขาในส่วนที่คุณถนัด
หรืออาจจะเป็นการโพสต์เฟสบุ๊ค
บอกเล่าเรื่องราวของตัวคุณเองก็ได้
โดยการบอกเล่าเรื่องราวนี้
จะต้องเป็นการใช้คำพูดที่กระชับและเข้าใจง่าย
เหมือนเป็นการสรุปสิ่งที่คุณชอบสั้นๆ
จะช่วยให้คนที่บังเอิญผ่านมารับรู้เรื่องราว
ความชอบของคุณจดจำคุณได้ง่าย
และมีโอกาสที่เขาจะนึกถึงคุณในอนาคต
เคล็ดลับที่ 2: เป็นผู้ให้
การให้ คือสิ่งที่จะมาพร้อมกับการตอบแทนเสมอ
เคล็ดลับข้อนี้คือจิตวิทยา
เกี่ยวกับการตอบแทนบุญคุณ
ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของการให้
และการตอบแทนบุญคุณก็คือคนที่
เป็นฝ่ายได้รับก่อน มักจะมีความรู้สึกว่า
“เราต้องตอบแทนเขาให้มากกว่า
สิ่งที่เราได้รับมา” เสมอ
เพราะฉะนั้น ให้คุณพึงระลึกไว้เสมอว่า
ในเคล็ดลับข้อนี้ คนที่ขยับตัวก่อน
จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
หมั่นฝึกฝนนิสัยของการเป็น “ผู้ให้”
ให้เคยชิน โดยการให้ในที่นี้
ไม่จำเป็นจะต้องเป็นของหรูหราราคาแพง
แต่อาจจะเป็นลูกอมสักเม็ด หรือน้ำเย็นๆ
สักขวดหลังจากจบงานก็ได้
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ของชิ้นใหญ่อะไร
แต่มันจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าต้องตอบแทนบุญคุณ
ของคนให้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
และมีโอกาสสูงที่จะได้รับความช่วยเหลือ
จากผู้คนเหล่านี้ในอนาคต
เคล็ดลับที่ 3: ใช้ความชอบของคุณสนับสนุนผู้อื่น
เคล็ดลับในข้อนี้จะคล้ายกับการนำเคล็ดลับใน
ข้อ 1 และข้อ 2 มาปฏิบัติรวมกัน
เมื่อคนใกล้ตัวของคุณเอ่ยปาก
หรือคุณอาจจะรู้มาโดยบังเอิญว่า
เขากำลังประสบปัญหาและ
ต้องการความช่วยเหลืออยู่
แล้วสิ่งที่เขาต้องการให้ช่วย
ดันเป็นสิ่งที่คุณชอบและถนัดอยู่พอดีเสียด้วย
หากคุณเจอเหตุการณ์เหล่านี้
ให้บอกตัวเองเอาไว้เลยว่ามันคือโอกาสที่ดีมาก
ในการบอกเล่าให้ผู้อื่นรู้ว่าคุณชอบอะไร
(เคล็ดลับข้อที่ 1) อีกทั้งคุณยังสามารถรับบท
เป็น “ผู้ให้” (เคล็ดลับข้อที่ 2) ได้อีกด้วย
สิ่งสำคัญสำหรับเคล็ดลับข้อนี้คือ
คุณต้องมีคำอธิบายที่สั้น
และกระชับสำหรับสิ่งที่คุณชอบ
เพื่อที่จะใช้มันอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ว่า
คุณจะช่วยสนับสนุนอะไรเขาได้บ้าง
ความชอบของคุณจะเป็นประโยชน์
อย่างไรสำหรับเขา
เคล็ดลับที่ 4: ให้ความสำคัญกับเครือข่ายวงนอก
ในกลุ่มของคนรู้จักรอบตัวของทุกคน
จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ
นั่นก็คือเครือข่ายวงใน และเครือข่ายวงนอก
เครือข่ายวงในคือคนรู้จักใกล้ตัว
เช่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง แฟน
เพื่อนสนิทสมัยมัธยม เป็นต้น
ส่วนเครือข่ายวงนอก
จะหมายถึงลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน
ที่เคยทำงานด้วยกัน เพื่อนบ้าน
หรืออาจจะเป็นคนที่เรารู้จักตอนไป
เล่นฟิตเนสคลาสเดียวกัน
คุณจะเห็นได้ว่า เครือข่ายวงนอก
คือกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะพึ่งพาได้มากกว่า
ถ้ามองในแง่ของการทำงาน
เพราะคนเหล่านี้คือคนที่ทำงาน
หรือทำกิจกรรมแบบเดียวกันกับคุณ
การให้ความสำคัญกับเครือข่ายวงนอกที่พูดถึง
ก็คือรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มคนเหล่านี้
รวมไปถึงคอยสร้างความสัมพันธ์
กับเครือข่ายวงนอกคนใหม่ๆ
เพื่อที่ต่างฝ่ายจะต่างพึ่งพากัน
และกันได้ในอนาคตนั่นเอง
งานวิจัยเผยให้เห็นว่า
จำนวนคนรู้จักรอบตัวเราที่
มีการติดต่อกันอยู่ คือประมาณ 150 คน
สิ่งหนึ่งที่คุณควรจำและปฏิบัติซ้ำอยู่เป็นระยะ
ก็คือการหมั่น reconnection
กับกลุ่มคนในเครือข่ายวงนอกเหล่านี้
โดยเขาอาจจะเป็นคนที่คุณเคยรู้จัก
แต่ขาดการติดต่อกันไปนาน
จนความสัมพันธ์เริ่มขาดหาย
วิธีการ reconnection ที่ง่ายที่สุด
คือการจดจำข้อมูลเบื้องต้นของอีกฝ่ายให้ได้
ได้แก่ หน้าตา ชื่อ และตัวตน
(อาชีพ ครอบครัว สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัด ฯลฯ)
แต่แน่นอนว่าคุณคงไม่สามารถ
จำข้อมูลเหล่านี้ของทุกๆ
คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้
เราจึงอยากแนะนำให้คุณพกสมุดโน้ตเล็กๆ
สักเล่มไว้กับตัว และเมื่อคุณได้ทำความรู้จัก
กับใครที่เป็นคนในเครือข่ายวงนอก
ให้บันทึกข้อมูลของพวกเขาเหล่านั้นลงในสมุด
เพื่อที่ในอนาคต หากคุณมีเหตุให้ต้องติดต่อ
กับพวกเขาหลังจากไม่ได้คุยกันนาน
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณเริ่มบทสนทนา
ได้อย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง
เคล็ดลับที่ 5: เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง
งานวิจัยหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของสัญชาตญาณ
ของมหาวิทยาลัยโอทาโกในประเทศนิวซีแลนด์
ได้บอกไว้ว่า
.
“การตัดสินใจทุกอย่างของคนเรา
ถ้าเราเชื่อมั่นในสัญชาตญาณ
มันจะนำพาเราไปสู่ตัวเลือกที่ถูกต้องได้”
.
(ยกเว้นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้ทักษะ
ในการคิดวิเคราะห์เฉพาะทาง)
ในอดีต ก่อนที่มนุษย์เราจะวิวัฒนาการมาถึงจุดที่
สามารถใช้สมองวิเคราะห์เหตุและผลได้ซับซ้อน
เหมือนปัจจุบันนี้ เราต่างก็เคยพึ่งพาสัญชาตญาณ
ในการเอาชีวิตรอดมาก่อน
เพราะในบางสถานการณ์
การคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผลนั้น
ใช้เวลามากเกินไป เช่น ถ้าคุณนั่งอยู่ที่โต๊ะ
มีใครเผลอเลื่อนแก้วร้อนๆ
มาโดนมือคุณ สิ่งแรกที่ร่างกายของคุณตอบสนอง
ก็คือการชักมือกลับทันที
โดยที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรมาโดน
หรือของร้อนๆ นั่นคืออะไร
แต่ร่างกายก็ตอบสนองโดยอัตโนมัติไปแล้ว
เราเรียกสิ่งนี้ว่าสัญชาตญาณ
แน่นอนว่าสัญชาตญาณนั้นทำอะไรได้หลากหลาย
มากกว่าการหลบแก้วร้อนๆ
คุณอาจจะเคยเจอใครสักคนครั้งแรก
แล้วก็มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมาในใจว่า
.
‘คนนี้ดูเป็นคนดีจัง’
หรือ
‘คนคนนี้ดูท่าจะนิสัยไม่ค่อยดีเลย’
.
และหลายๆ ครั้งที่เมื่อคุณทำความรู้จักกับพวกเขา
คุณก็พบว่าเขาเป็นคนนิสัยแบบที่คุณรู้สึก
ตอนที่เจอกันครั้งแรกจริงๆ
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า สัญชาตญาณมีส่วนช่วย
ในการคัดสรรและปกป้องตัวเองในระดับหนึ่ง
เพื่อไม่ให้เราตกอยู่ในสถานการณ์
ที่ลำบากในอนาคต
กับเรื่องของโอกาสในการงานก็เช่นกัน
แต่พอเป็นเรื่องงาน
คุณจะรู้สึกว่าต้องใช้เหตุและผล
เข้ามาช่วยวิเคราะห์ด้วย
ไม่ควรตัดสินใจด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
แต่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็น
แบบนั้นเสมอไป
บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องเชื่อ
ในสัญชาตญาณของตัวเองด้วย
หากความรู้สึกที่มีต่อโอกาสนั้น
ครั้งแรกคือความรู้สึกเชิงบวกล่ะก็
ไม่จำเป็นต้องคิดนาน
เพราะคุณไม่รู้หรอกว่า
โอกาสครั้งต่อไปจะมาหาคุณอีกเมื่อไหร่
จงอย่าปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือไป
Recent Comments